En | TH

มีนาคม 2563

กรุณาอธิบายโครงสร้างธุรกิจของ GGC

จุดมุ่งหมายในการดำเนินธุรกิจของ GGC คือการเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์สีเขียว ในฐานะที่เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2560 GGC ได้เริ่มมีการลงทุนในผลิตภัณฑ์และกำลังการผลิตมากขึ้น ปัจจุบันธุรกิจหลัก 2 ส่วนของบริษัทคือเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีภัณฑ์ชีวภาพ ได้แก่ เมทิลเอสเทอร์ (ME) แอลกอฮอล์ไขมัน (FA) และกลีเซอรีน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือน และผลิตภัณฑ์ยา ด้วยโครงการลงทุนที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน GGC กำลังขยายไปสู่ธุรกิจพลาสติกชีวภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ และเราสามารถที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตลาดโลก เพื่อทำเป้าหมายทางธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ความคืบหน้าและผลกระทบจากการลงทุนในโครงการต่างๆ ของ GGC เป็นอย่างไรบ้าง?

เรามีโครงการใหญ่ 2 โครงการ โครงการแรกคือโรงงานผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์ โรงที่2 ใช้เงินลงทุน 363 ล้านบาท ซึ่งกำหนดการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ยังคงเป็นไปตามแผนในไตรมาส 4 ปี 2563 เป็นการบูรณาการเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับกลีเซอรีนดิบจากการผลิตเมทิลเอสเทอร์ ทำให้เราสามารถสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมที่มีปริมาณการผลิตจำนวนมาก โครงการที่ 2 คือนครสวรรค์ ไบโอคอมเพล็กซ์ เฟส 1 มูลค่าการลงทุน 7,500 ล้านบาท มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2564 เป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง GGC และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS เพื่อรองรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและพลาสติกชีวภาพจากอ้อย ประกอบไปด้วย 1) โรงหีบอ้อย ระดับกำลังการผลิต 2.4 ล้านตันต่อปี 2) โรงเอทานอล ระดับกำลังการผลิต 185 ล้านลิตรต่อปี และ 3) โรงไฟฟ้าชีวมวล กำลังการจ่ายไฟฟ้าและไอน้ำ 85 เมกกะวัตต์ และ 475 ตันต่อชั่วโมง ตามลำดับ

นโยบายภาครัฐมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยอย่างไรบ้าง?

ภาคการเกษตรถือเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย หนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือระหว่าง GGC กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คือการนำผลิตภัณฑ์น้ำมัน B10 และ B20 ออกสู่ตลาด เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไบโอดีเซลและมีความเข้าใจในการใช้งาน ในการนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบในด้านอุปทาน ในขณะที่ด้านอุปสงค์เราให้การสนับสนุนในเรื่องอัตราส่วนผสมตลอดจนผลกระทบของการใช้ผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์ยังมีความลังเลที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพในอัตราส่วนที่สูง ซึ่งเราต้องร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้ความมั่นใจกับสถาบันต่างๆ ในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อให้เครื่องยนต์สามารถรองรับผลิตภัณฑ์ได้ ซึ่งอัตราส่วนของไบโอดีเซลเริ่มเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับที่อินโดนีเซียและมาเลเซีย ประเทศไทยเองมีวัตถุดิบที่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง อ้อย หรือปาล์มน้ำมัน ซึ่งมันสำปะหลังและอ้อยเป็นวัตถุดิบสำหรับเอทานอล ประเทศบราซิลได้มีการปรับอัตราส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ ซึ่งตอนนี้เป็น E100 เมื่อราคาน้ำตาลลดลง แต่เมื่อราคาน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้น ก็จะปรับเป็น E50 การทำเช่นนี้จำช่วยปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดภายในประเทศได้ สำหรับประเทศไทย เรากำลังผลักดันแนวคิดเดียวกันนี้เพื่อให้มั่นใจว่าราคาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสามารถรักษาระดับคงที่สำหรับผู้บริโภคได้

GGC บริหารจัดการความผันผวนของราคาสินค้าอย่างไรบ้าง?

ราคาสินค้ามีความผันผวนตามธรรมชาติของมัน เพราะเราไม่สามารถควบคุมสภาพภูมิอากาศได้ แต่เราสามารถให้ความมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของทีมงานในการควบคุมต้นทุนและรายได้ นอกจากนั้น เราใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ให้ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ อาทิ น้ำมันปาล์มดิบและวัตถุดิบอื่นๆ ในส่วนของไบโอดีเซลนั้น กลไกราคาในประเทศไทยเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งเป็นการกำหนดนโยบายราคาตามต้นทุน และการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศนั้นไม่สามารถทำได้ ดังนั้น เราจึงใช้เพียงวัตถุดิบในประเทศเท่านั้น ระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงเพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทมีกำไรเนื่องจากเราไม่ต้องการคาดเดาราคา ปัจจุบัน ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศไทยมีการควบคุมและไม่ได้แปรผันตามราคาตลาดโลก 100% เนื่องด้วยนโยบายของภาครัฐ และราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศไทยก็สูงกว่าราคาตลาดโลกด้วยเช่นกัน และนี่ก็คืออุปสรรคอย่างหนึ่งของการส่งออกไบโอดีเซลเนื่องจากวัตถุดิบเป็นต้นทุนก้อนใหญ่สำหรับการผลิต ในส่วนของธุรกิจที่สองของเรา แอลกอฮอล์ไขมันนั้นเราอ้างอิงราคาตลาดโลก ตลอดจนอุปสงค์และอุปทาน และผลการดำเนินงานก็จะเป็นไปตามเทคโนโลยีการผลิตและประสิทธิผลในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์

ปัจจัยที่สร้างความแตกต่างให้ GGC จากคู่แข่งคืออะไร?

เทคโนโลยีและการมุ่งเน้นความเป็นเลิศในระบบปฏิบัติการเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้เราจากคู่แข่ง เนื่องจากว่า GGC เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เราจึงมีความเข้มแข็งมากในเรื่องความเป็นเลิศด้านระบบปฏิบัติการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและความมั่นคงด้านการผลิต ด้วยโครงการขยายของโรงงานเมทิลเอสเทอร์โรงที่ 2 และไบโอคอมเพล็กซ์ เรากำลังนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเข้ามาใช้ ทำให้เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่

อะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่านักลงทุนอาจยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับธุรกิจของคุณอยู่บ้าง?

นักลงทุนค่อนข้างมีความเข้าใจในธุรกิจปัจจุบันของเราดี และธุรกิจต่างๆ ก็มีความมั่นคง ซึ่งผมเชื่อว่านักลงทุนก็ให้ความสนใจในโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะพลาสติกชีวภาพ อนึ่ง เทคโนโลยีใหม่ไม่เพียงแต่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโต แต่ยังจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย เนื่องจากประเทศไทยได้เปลี่ยนจากการเป็นเศรษฐกิจพี่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมล้วน ไปเป็นการบูรณาการความรู้ด้านเกษตรกรรมเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัย สิ่งนี้จะช่วยเกษตรกรในการยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนของการวิจัยและพัฒนาของเทคโนโลยีต่างๆ นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าการเกษตรอัจฉริยะในอนาคต ในปัจจุบันฤดูกาลทำการเกษตรอาจมีความผันผวน แต่รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านชีวภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2570 และ GGC ก็จะเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในเป้าหมายดังกล่าว

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมนี้คืออะไร?

ในช่วงเวลาต่างๆ ย่อมมีความท้าทายสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมปรากฏให้เห็น ในอดีตมีประเด็นเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งได้รับการบรรเทาเบาบางเมื่อรัฐบาลประกาศเปลี่ยนจาก B7 เป็น B10 ช่วยลดอุปทานส่วนเกินของน้ำมันปาล์มดิบและแก้ปัญหาให้กับประเทศได้ ปัจจุบันประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียก็กำลังมีการบังคับใช้มาตรการเดียวกันนี้ ซึ่งทั้งสองประเทศก็ประสบปัญหาใหญ่เนื่องจากมีปริมาณการส่งออกไปยังยุโรปที่สูง ซึ่งสหภาพยุโรปได้ประกาศห้ามการนำเข้าเมทิลเอสเทอร์จากทั้งสองประเทศภายในปี 2573 เนื่องด้วยเหตุผลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ น้ำมันปาล์มดิบจากอินโดนีเซียและมาเลเซียมีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ของปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบทั่วโลก คิดเป็นปริมาณการผลิต 40 ล้านตันและ 20 ล้านตันต่อปี สำหรับอินโดนีเซียและมาเลเซียตามลำดับ ในขณะที่ปริมาณการผลิตในประเทศไทยมีเพียง 3 ล้านตันต่อปีเท่านั้น ในเดือนมกราคม 2563 สองประเทศนี้ได้เปลี่ยนอัตราส่วนผสม โดยอินโดนีเซียเปลี่ยนจาก B20 เป็น B30 ส่วนมาเลเซียเปลี่ยนจาก B10 เป็น B20 เป็นมาตรการในการแก้ปัญหาสำหรับทั้งสองประเทศ

สำหรับประเทศไทยเรานั้น ความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และเราสามารถมั่นใจได้ว่าปริมาณส่วนเกินของอุปทานยังเหมาะสมสำหรับการบริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากเราเปลี่ยนเป็น B20 เร็วเกินไปตามมาตรการของรัฐบาล อาจมีปัญหาใหญ่ตามมา เนื่องจากความต้องการจะสูงกว่าปริมาณสำรอง ในการนี้ อินโดนีเซียและมาเลเซียล้วนมีประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันปาล์มดิบในระดับที่สูง สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก ทำให้ต้นทุนและราคาขายต่ำกว่าประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากระบวนการและเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อยกระดับคุณภาพของน้ำมันปาล์มดิบ

คุณมองภาพอนาคตของธุรกิจ GGC ในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร?

เป้าหมายของเราคือสร้างความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ด้วยการลงทุนและแนวทางที่ได้ดำเนินการในวันนี้ ธุรกิจของ GGC ครอบคลุมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ ชีวเคมีภัณฑ์ และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้ GGC สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกในอีก 5 ปีนับจากนี้ ในฐานะธุรกิจเคมีภัณฑ์สีเขียวชั้นนำ




บทสัมภาษณ์ผู้บริหารชุดนี้จัดทำโดยบริษัท ShareInvestor ผู้ให้บริการด้านสื่อการเงินออนไลน์ เทคโนโลยี และเครือข่ายนักลงทุนสัมพันธ์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย โดยมีคุณ Pon Van Compernolle เป็นผู้ดำเนินการสัมภาษณ์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อที่
อีเมล์ : admin.th@shareinvestor.com
เว็บไซต์: www.ShareInvestorThailand.com